ผู้เขียน หัวข้อ: OHSAS 18001 : 2007  (อ่าน 3047 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ winai.d

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5268
  • มิตรภาพคือการเริ่มต้น มาร่วมแชร์ความรู้กัน
    • ดูรายละเอียด
OHSAS 18001 : 2007
« เมื่อ: สิงหาคม 15, 2011, 07:46:53 PM »
การรวมระบบการจัดการ ISO9001, ISO14001, TIS(OHSAS)18001

องค์กรที่จัดทำระบบไอเอสโอ หรือระบบบริหารอื่นๆ พร้อมกันทีเดียวหลายระบบ โดยที่ไม่มีการรวมระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน มักประสบปัญหาระบบเกิดความซ้ำซ้อนของระบบ และทำให้มีเอกสารต่างๆ มากมาย พาให้วุ่นวายกันไปหมด ดีไม่ดีก็พาลให้เลิกทำไปเลย เพราะทำไปมีแต่เสีย ไม่มีได้เลย
     ระบบบริหารต่างๆ ในปัจจุบันนั้น ไม่ว่าจะเป็น ISO9001, ISO14001, TIS หรือ OHSAS18001 และอื่นๆ อีกมากมาย มักจะวางรูปแบบโครงสร้างไว้ ให้สามารถรวมเข้าไว้ด้วยกันได้ หรือที่เรียกว่า Integrate ระบบนั่นแหละครับ ยกตัวอย่างก็คือ ระบบการทบทวนโดยฝ่ายบริหาร มีเหมือนกันทุกมาตรฐาน ก็ทำครั้งเดียวไปเลย และทบทวนให้ครอบคลุมทุกระบบ ไม่ต้องมาแยกวันนี้ทบทวน ISO9001 วันพรุ่งนี้ทบทวน ISO14001 วันมะรืนทบทวน... เห็นความง่ายเข้าของการรวมระบบหรือยังInternal Audit ก็เหมือนกัน ยังมีนะครับองค์กรที่แยกออกเป็น Audit ISO9001 กับ Audit ISO14001 ทั้งที่น่าจะทำครั้งเดียวไปเลยให้ครอบคลุมที่สองระบบ เป็นการประหยัดเวลา ผมจะขอยกตัวอย่างข้อกำหนดของระบบ 3 ระบบ ที่สามารถรวมกันได้ คือมาตรฐาน ISO9001, ISO14001 และ TIS18001 (หรือ OHSAS18001) ดังตารางข้างล่างครับ
     หมายเหตุ : - ข้อกำหนดที่เรียงในแนวนอนเดียวกัน ที่ใช้แถบสีเดียวกัน สามารถรวมกันได้
                 - ข้อกำหนด OHSAS 18001 และ TIS18001ปกติจะเลือกทำเพียงระบบใดระบบหนึ่ง
" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "

ออฟไลน์ winai.d

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5268
  • มิตรภาพคือการเริ่มต้น มาร่วมแชร์ความรู้กัน
    • ดูรายละเอียด
Re: OHSAS 18001 : 2007
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2011, 07:47:31 PM »
OHSAS 18001 เป็นระบบการจัดการที่ได้รับการพัฒนาโดยใช้มาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เช่น มาตรฐานการจัดการของประเทศอังกฤษ (BS 8800 : 1996) เป็นแนวทาง และใช้หลักการที่สอดคล้องกับระบบการจัดการตามมาตรฐานการจัดการ ISO 9000 : 1994 (ระบบการจัดการด้านคุณภาพ) และ ISO 14000 : 1996 (ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม) ระบบนี้คลอบคลุมความเสี่ยงด้านสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของพนักงาน ความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจ รวมถึงผลกระทบที่อาจมีต่อชุมชนด้วย

ข้อกำหนดหลักของระบบ OHSAS 18001 คือ

การชี้บ่งอันตรายและการประเมินความเสี่ยง เพื่อชี้บ่งถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมหรืองานของพนักงานทุกคน รวมทั้งพนักงานผู้รับเหมาและผู้มาติดต่อ และสภาพแวดล้อมในการทำงาน แล้วจึงดำเนินการประเมินและจัดระดับของความเสี่ยง
การจัดการความเสี่ยง เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายของแผนการจัดการโดยมีจุดมุ่งหมายที่จะป้องกันและควบคุมความเสี่ยง
การดำเนินการตรวจสอบ, ติดตามและทบทวนระบบการจัดการโดยผู้บริหาร ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจถึงประสิทธิภาพของระบบการจัดการ

  ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย OHSAS 18001 นี้ ใช้ในการปรับปรุงมาตรฐานการจัดการด้านอาชีว-อนามัยและความปลอดภัย โดยมีเป้าหมายหลัก คือ

   -  เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กร
   -  เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีในการทำงานและสุขภาพที่ดีของพนักงานทุกคน
   -  ลดและควบคุมความเสี่ยงจากการดำเนินงานขององค์กรที่มีต่อพนักงานและชุมชน
   -  แสดงถึงความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม
" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "

ออฟไลน์ winai.d

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5268
  • มิตรภาพคือการเริ่มต้น มาร่วมแชร์ความรู้กัน
    • ดูรายละเอียด
Re: OHSAS 18001 : 2007
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2011, 07:48:09 PM »


พลังน้ำใจ 127
 ออนไลน์

กระทู้: 2299


ความปลอดภัย เริ่มต้น ที่ตัวคุณ

 
      Re: การรวมระบบการจัดการ ISO9001, ISO14001, TIS(OHSAS)18001
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2011, 06:50:44 PM » อ้างถึง แก้ไข ลบทิ้ง แยกหัวข้อ 

--------------------------------------------------------------------------------
ฬุริยา หิมะชาติ
Luriya@npc-se.co.th
Consultant
NPC-S&E

สวัสดีค่ะ สมาชิก www.npc-se.co.th ทุกท่าน วันนี้เป็นวันที่ตั้งใจว่าจะสรุป OHSAS 18001 Version 2007 ให้ได้ทราบข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงกันซักหน่อย โดยมีที่มาของข้อมูลจากการไปร่วมสัมมนา มิได้เกิดจากการตีความข้อกำหนด OHSAS 18001:2007

จึงเป็นการสรุปเพื่อให้เห็นแนวทางที่ปลี่ยนแปลงไป ส่วนเนื้อหาข้อกำหนดขอให้ OHSAS Project Group พิจารณา Final Draft แล้วค่อยส่งมาให้อ่านกันอีกครั้ง ขอเริ่มจากที่มาของ OHSAS ดังนี้

OHSAS เป็นมาตรฐานที่มาจาก OHSAS Project Group จึงไม่ใช่ ISO ซึ่ง ISO จะมาจาก International Organization for Standartdization และคำว่า OHSAS ย่อมาจาก OCCUPATIONAL HEALTH AND SAFETY ASSESSMENT SERIES เป็นมาตรฐานของประเทศอังกฤษแต่รู้จักและนำไปประยุกต์ใช้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลก เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ส่วนของประเทศไทยคือ ระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ย่อเป็น มอก. 18001:2542 หรือ TIS 18001:1999 ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น OHSAS 18001 หรือ มอก.18001 ต่างเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (OCCUPATIONAL HEALTH AND SAFETY MANAGEMENT SYSTEM) เหมือนกัน ในที่นี้ขอกล่าวถึง OHSAS 18001 อย่างเดียว

อนุกรมของ OHSAS 18000 ประกอบไปด้วย OHSAS 18001:1999 Occupational health and safety management system-Specification เป็นมาตรฐานกำหนดของระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย หรือที่เรียกว่า “ข้อกำหนด” และ OHSAS 18002:1999 Occupational health and safety management system-Guidance เป็นแนวทางในการนำระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไปใช้ หรือเพื่อปรับปรุงระบบหรือที่เรียกกันว่า “ข้อแนะนำ” ดังนั้นในการปรับ version จึงต้องทำการปรับทั้ง 2 ฉบับ ในขณะนี้อยู่ระหว่างทบทวนร่าง OHSAS 18001 ฉบับสุดท้ายหรือ Final Draft ซึ่งจะประกาศใช้ไม่เกินปี 2007 นี้แน่นอน เมื่อประกาศแล้วเราๆ ท่านๆก็มีระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนมาตรฐานให้เป็นไปตาม version ใหม่ (Transition Period) ภายใน 2 ปี ส่วน OHSAS 18002 ก็คลอดตามมาภายในปี 2008

ทีนี้มาดูแนวทางที่เปลี่ยนแปลงไปขอสรุปเป็นข้อๆดังนี้ค่ะ

1. แนวทางข้อกำหนดของ OHSAS 18001:2007 ถูกวางในแนวทาง Plan-Do-Check-Act เหมือนเดิม โดยให้ใช้ร่วมกับ ISO 14001 และ ISO 9001 ได้

2. สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 14001 ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีสาระเพิ่มขึ้นมา คือเรื่อง “การประเมินความสอดคล้องต่อข้อกฎหมาย”

3. วัตถุประสงค์ของระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ให้ความสำคัญต่อบุคลากรขององค์กร, บุคลากรที่ทำงานในนามขององค์กร รวมถึงผู้เยี่ยมเยียนและบุคคลอื่นในสถานที่ภายใต้ความดูแลขององค์กร โดยเน้นในส่วนของสุขภาพของบุคลากรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และลดความสำคัญของความเสียหายด้านทรัพย์สินลง ดังนั้นในการประเมินความเสี่ยงก็จะเน้น “อันตรายที่ทำให้เกิดการเสื่อมของสุขภาพ การเสื่อมทางด้านสุขภาพจิต และอุบัติการณ์” โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของการควบคุมที่มีอยู่ปัจจุบัน

4. การวางระบบการจัดการเหมือนเดิม ดังนี้

4.1 General requirements - ข้อกำหนดทั่วไป
4.2 OH&S Policy - นโยบาย
4.3 Planning - การวางแผน
4.4 Implementation & operation - การนำไปปฏิบัติ
4.5 Checking and corrective action - การวัดผลและการแก้ไข
4.6 Management review - การทบทวนโดยฝ่ายบริหาร

แนวทางของแต่ละขั้นตอนจองระบบเป็นไปดังนี้ค่ะ

4.1 ข้อกำหนดทั่วไปกำหนดเหมือน ISO 14001 คือจัดทำระบบบริหารด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐาน และระบุขอบเขตของระบบเป็นเอกสาร

4.2 นโยบายการวางแผน ประเด็นคือกำหนดด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยภายใต้ขอบเขตของระบบเพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการป้องกันความบาดเจ็บและการเจ็บป่วย

4.3 การวางแผน

• การประเมินความเสี่ยง ระบุอันตราย และประเมินความเสี่ยงที่เป็นอยู่ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของกระบวนการและวัตถุดิบ ทั้งภายในและภายนอกที่อยู่ใต้การดูแลขององค์กร จากนั้นไปกำหนดวิธีการควบคุมอันตรายหรือปรับการควบคุมเพื่อลดความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการลด ละ เลิก/ทดแทน หรือกำหนดวิธีการหรืออุปกรณ์ขึ้นมาควบคุม อย่าลืม! ว่าประเมินในส่วนของสุขภาพของบุคลากร

• กฎหมาย และข้อกำหนดอื่นๆ มีเพิ่มในเรื่องสื่อสารให้บุคลากรในความดูแลขององค์กรและผู้เกี่ยวข้องทราบ ส่วนที่คงเดิมคือกระบวนการระบุกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหาร การติดตาม และปรับให้ทันสมัย
วัตถุประสงค์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ก็มาแบบเดียวกับ ISO 14001 อีกเหมือนกันคือ จากเดิม 4.3.3 วัตถุประสงค์ และ 4.3.4 แผนงานด้าน OH&S ถูกนำมารวมกันเป็นข้อกำหนดเดียวที่กล่าวถึงการกำหนดวัตถุประสงค์ และกำหนดแผนการดำเนินงานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

4.4 การนำไปปฏิบัติ

• มิได้ต่างจากเดิมในเรื่องการจัดทรัพยากรเพื่อจัดการความเสี่ยงและปรับปรุงระบบ

• การกำหนดบทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของพนักงาน มีเพิ่มหน้าที่ทั้งตัวแทนฝ่ายบริหาร คือ “ต้องมีความพร้อมสนองต่อพนักงาน” ตีความคือการรับข้อร้องเรียน คำแนะนำมาแล้ว ต้องมีกิจกรรมตอบสนองไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาเพื่อนำไปแก้ไข ปฏิบัติ หรือขยายผลจากข้อมูลที่ได้รับ นั่นหมายถึงการสื่อสารจาก “ล่างขึ้นบน” ต้องมีประสิทธิภาพนั่นเอง

• การอบรมพนักงาน เพิ่มในเรื่องพฤติกรรมด้าน OH&S หมายความว่าต้องตามไปดูการปฏิบัติของพนักงานตามกฎระเบียบที่กำหนดขึ้น เรียกว่าดู Outcome จากการอบรมกันเลยทีเดียว

• ในส่วนของการสื่อสาร และให้คำปรึกษา ทั้งปรับและเพิ่มให้ครอบคลุมทุกบุคคลในพื้นที่ขององค์กรขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนดังนี้

การมีส่วนร่วม และสื่อสารด้าน OH&S ต่อพนักงาน ผู้รับจ้างและเยี่ยมเยียนในสถานที่ทำงาน หมายถึงต้องให้บุคคลดังกล่าวได้รับทราบการถึงการควบคุมและป้องกันความเสี่ยง อาจจะอยู่ในรูปของเอกสาร ป้าย สัญลักษณ์
สร้างความมีส่วนร่วมในการระบุ ประเมินและควบคุม ความเสี่ยง รวมทั้งการสืบสวนอุบัติการณ์ ซึ่งต้องสอดคล้องกับการให้ความรู้ในเรื่องวิธีการ และประโยชน์ของแต่ละเรื่องเพื่อให้มีความเข้าใจพอที่จะเข้ามามีส่วนร่วม จากนั้นก็ต้องกำหนดช่องทาง และ
ให้คำปรึกษาแก่ผู้รับจ้างถึงการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบค่อระบบบริหารด้าน OH&S
• จัดทำเอกสารเและการควบคุมเอกสารเหมือนเดิม

• การควบคุมการปฏิบัติงาน ขยายการควบคุมไปถึงผู้เยี่ยมเยียนในพื้นที่ด้วย นอกนั้นเหมือนเดิมในเรื่องของการกำหนดกระบวนการและการปฏิบัติเพื่อควบคุมความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องรวมถึงการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น การควบคุมผลิตภัณฑ์และบริการที่นำมาใช้ตามความเสี่ยงในการเกิดอันตราย การควบคุมผู้ขายที่อยู่ในสถานที่ทำงาน และการจัดทำเอกสารแสดงขั้นตอนการควบคุมโดยหากไม่มีเอกสารดังกล่าวจะมีผลต่อนโยบายและเป้าหมาย
การเตรียมความภาวะฉุกเฉิน เหมือนเดิมทุกประการทั้งเรื่องการกำหนดแผนและขั้นตอนเพื่อระบุโอกาสและการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และการซ้อมแผนฉุกเฉิน

4.5 การวัดผลและการแก้ไข

• การตรวจสอบ และการปฏิบัติการแก้ไข กำหนดขั้นตอนการเฝ้าตรวจและวัดประสิทธิภาพผลด้าน OH&S ทั้งเชิงรับ เชิงรุก และสอบเทียบเหมือนเดิม แต่ในเชิงรับเน้นการวัดผลด้านความเจ็บป่วยและอุบัติการณ์ให้ชัดเจนตามวัตถุประสงค์ของระบบมากขึ้น

• ประเมินความสอดคล้องต่อข้อกฎหมาย เพิ่มและเหมือนกับ ISO 14001 คือแบ่งออกเป็น 2 ข้อ ในข้อที่ 1 การประเมินความสอดคล้องต่อกฎหมาย และข้อที่ 2 การประเมินความสอดคล้องตามข้อกำหนดอื่นๆ ซึ่งการประเมินความสอดคล้องหมายถึงการปฏิบัติตามกำหนดและผลการดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรฐานของกฎหมายและข้อกำหนดอื่นๆกำหนดไว้

• อุบัติเหตุ อุบัติการณ์ การไม่เป็นไปตามข้อกำหนด และการปฏิบัติการแก้ไขและป้องกันส่วนที่ต่างจาก version 1999 คือ ปรับ “การพิจารณาสาเหตุของอุบัติการณ์และปัจจัยที่จะเป็นเหตุให้เกิดอุบัติการณ์แล้วกำหนดการแก้ไข” แทนคำว่า “อุบัติเหตุ เหตุการณ์ผิดปกติและการไม่เป็นไปตามข้อกำหนด” ซึ่งให้ขอบข่ายการพิจารณากว้างขึ้นและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของระบบ

• การควบคุมบันทึก การตรวจประเมินภายในเหมือนเดิมค่ะ เรื่องเหล่านี้ไม่เปลี่ยนแปลง และเหมือนกันทุกระบบทั้ง ISO 14001, ISO 9001 และ OHSAS 18001 เรียกว่าเป็นไปตาม guideline

4.6 การทบทวนโดยฝ่ายบริหาร


• กระบวนการทบทวนเหมือน ISO 14001 ทั้ง Input และ Output โดย Input ประกอบไปด้วย ผลการตรวจประเมินภายในและผลการประเมินความสอดคล้อง ผลของการมีส่วนร่วมและให้คำปรึกษา การสื่อสารจากภายนอกและข้อร้องเรียน ประสิทธิผลของระบบ การบรรลุวัตถุประสงค์ สถานะของการแก้ไขป้องกัน ความเปลี่ยนแปลงและข้อเสนอในการปรับปรุง ติดตามผลครั้งที่ผ่านมา ส่วน Out putต้องแสดงถึงการตัดสินใจและแนวทางในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือผลของการทบทวนต้องพร้อมสำหรับใช้สื่อสารและให้คำปรึกษาไว้พบกันครั้งหน้าค่ะ
 
 
 
   
   
 
 
   
 ที่มา : www.npc-se.co.th     
 
 
" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "

ออฟไลน์ winai.d

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5268
  • มิตรภาพคือการเริ่มต้น มาร่วมแชร์ความรู้กัน
    • ดูรายละเอียด
Re: OHSAS 18001 : 2007
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2011, 07:49:58 PM »
มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย :
ข้อแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับหลักการ ระบบ
และเทคนิคในทางปฏิบัติ


บทนำ

   มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย : ข้อแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับหลักการ ระบบ และเทคนิคในทางปฏิบัติ (Occupational health and safety  management system: General guidelines on principles, systems and supporting techniques) นี้ กำหนดขึ้นโดยใช้มาตรฐานของอังกฤษหมายเลข 8800 ปี พ.ศ. 2539 เรื่องแนวทางการจัดระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (BS 8800: 1996 Guide to occupational health and safety management systems) เป็นแนวทาง และอาศัยหลักการของระบบการจัดการตามอนุกรมมาตรฐาน มอก.9000/ISO 9000 และ มอก. 14000/ISO 14000 โดยรวมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเข้ากับระบบการจัดการขององค์กรที่สามารถใช้ได้กับองค์กรทั่วไปทุกขนาดและทุกสาขาอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้องค์กรนำมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย : ข้อกำหนด (มอก. 18001 - 2542) ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล

1.  ขอบข่าย
   มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ระบุข้อแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับหลักการ ระบบ และเทคนิคในทางปฏิบัติในการนำระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยไปใช้ในการจัดระบบภายในองค์กร รวมทั้งการรวมระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเข้ากับระบบการบริหารงานอื่น ๆ
   ข้อแนะนำนี้ใช้ได้กับทุกองค์กรที่ต้องการจัดระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยขึ้นใหม่ นำระบบไปใช้และ/หรือปรับปรุงระบบที่มีอยู่แล้ว โดยไม่คำนึงถึงขนาด ประเภท หรือระดับการเจริญเติบโตขององค์กร
   ข้อแนะนำนี้มีวัตถุประสงค์ให้นำไปใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารภายในองค์กรด้วยความสมัครใจโดยไม่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้เป็นเกณฑ์ในการออกใบรับรอง

2.  เอกสารอ้างอิง
BS 8800 : 1996      Guide to occupational health and safety management systems
มอก. 9004 - 2539      การบริหารงานคุณภาพและหัวข้อต่าง ๆ ในระบบคุณภาพ
      ISO 9004 : 1994   - แนวทางการใช้
มอก. 14004 - 2539      ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม : ข้อแนะนำทั่วไปเกี่ยวกับ
   ISO 14004 : 1996   หลักการ ระบบ และเทคนิคในทางปฏิบัติ

3.  บทนิยาม
   ความหมายของคำที่ใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมนี้ ให้เป็นไปตาม มอก. 18001 - 2542 และดังต่อไปนี้
   3.1  อชป. หมายถึง   อาชีวอนามัยและความปลอดภัย

4.  องค์ประกอบและข้อกำหนดของระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย
   องค์ประกอบของระบบการจัดการ อชป.มี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การทบทวนสถานะเริ่มต้น การกำหนดนโยบาย อชป. การวางแผน การนำไปใช้และการปฏิบัติ การตรวจสอบและแก้ไข และการทบทวนการจัดการ แต่ละองค์ประกอบมีรายละเอียดข้อกำหนดและเทคนิคในทางปฏิบัติดังนี้
   องค์ประกอบทั้งหมดในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ดังแสดงในรูปที่ 1 เป็นภาพรวมระบบการจัดการ อชป.
 องค์ประกอบที่ 1  การทบทวนและสถานะเริ่มต้น
   องค์กรควรทบทวนการดำเนินงานด้าน อชป. ที่มีอยู่ในองค์กร
   องค์ประกอบที่ 2 การกำหนดนโยบาย อชป.
   องค์กรควรกำหนดนโยบาย อชป. และเจตจำนงต่อระบบการจัดการ อชป.
   องค์ประกอบที่ 3 การวางแผน
   องค์กรควรทำการชี้บ่งอันตรายและประมาณระดับความเสี่ยงทุกกิจกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงานของลูกจ้างและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการกำหนดมาตรการควบคุมความเสี่ยง รวมทั้งชี้บ่งและติดตามข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการจัดทำแผนปฏิบัติการควบคุมความเสี่ยง ควบคุมการปฏิบัติ การติดตามตรวจสอบ การวัดผล การปฏิบัติ และการทบทวนระบบการจัดการ อชป.ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากรได้ถูกต้องทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร
   องค์ประกอบที่ 4 การนำไปใช้และการปฏิบัติ
   องค์กรควรกำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของลูกจ้างทุกระดับที่เกี่ยวข้องกับการจัดการ อชป.อย่างเหมาะสม และแต่งตั้งผู้แทนฝ่ายบริหารเพื่อดูแลระบบการจัดการ อชป. จัดให้มีการฝึกอบรมบุคลากรเพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมและจำเป็น มีการสื่อสารข้อมูลด้าน อชป.โดยให้องค์กรรับฟังข้อคิดเห็นและคำแนะนำการประชาสัมพันธ์ การรับและการตอบสนองข้อมูลข่าวสารระหว่างบุคคล ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานระดับต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอก
   องค์กรควรจัดทำและควบคุมเอกสารใช้งานให้มีความทันสมัย มีการพิจารณาการจัดซื้อและจัดจ้างทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับ อชป. พร้อมทั้งควบคุมการปฏิบัติเพื่อให้แน่ใจว่ากิจกรรมดำเนินไปด้วยความปลอดภัยและสอดคล้องกับแผนงานที่วางไว้ รวมถึงมีการเตรียมความพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉิน และจัดให้มีการเตือนอันตรายในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงและสถานที่ที่มีความเกี่ยวข้องในด้าน อชป.
   องค์ประกอบที่ 5 การตรวจสอบและแก้ไข
   องค์กรควรกำหนดให้มีการติดตามตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน รวมทั้งมีการตรวจประเมินเป็นระยะตามที่กำหนดไว้ เพื่อวัดผลการปฏิบัติงานและหาข้อบกพร่องของระบบ แล้วนำไปวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อทำการแก้ไขและป้องกันไม่ให้เกิดข้อบกพร่องซ้ำ รวมทั้งการกำหนดมาตรการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นด้วย
   องค์กรควรมีการควบคุมบันทึกด้าน อชป. ไม่ว่าจะอยู่ในรูปสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ควรมีความชัดเจน เข้าใจง่าย สามารถชี้บ่งและสามารถสอบกลับไปยังกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งสามารถเรียกมาใช้งานได้ง่าย มีการป้องกันการเสียหาย การเสื่อมสภาพหรือการสูญหาย และมีการกำหนดระยะเวลาในการเก็บรักษา
   องค์ประกอบที่ 6 การทบทวนการจัดการ
   ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรควรทบทวนระบบการจัดการ อชป. โดยทบทวนจากผลการดำเนินงาน สิ่งที่พบจากการตรวจประเมิน และปัจจัยต่าง ๆ  ทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้แน่ใจว่าระบบการจัดการ อชป.ยังคงมีความเหมาะสมมีความเพียงพอ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งองค์กรควรพิจารณาความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเตรียมการจัดการ อชป. และการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบอื่น ๆ ของระบบการจัดการ อชป. โดยพิจารณาจากผลการตรวจประเมินระบบการจัดการ อชป. สภาวการณ์ที่เปลี่ยนไป และเจตจำนงที่จะให้มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
4.1   หลักการทั่วไป
การดำเนินการจัดทำระบบการจัดการ อชป.ให้มีประสิทธิผลนั้น ผู้บริหารระดับสูงควรแสดงเจตจำนงในการนำระบบการจัดการ อชป.ไปปฏิบัติโดยผ่านทางสายการบังคับบัญชา และสนับสนุนทรัพยากรอย่างเพียงพอและเหมาะสม ในขณะเดียวกันควรได้รับความร่วมมือและสนับสนุนจากทุกฝ่ายในองค์กร
4.2   การทบทวนสถานะเริ่มต้น
1)   หลักการ
ในการนำมอก. 18001 ไปปฏิบัติ องค์กรควรทบทวนสถานะเริ่มต้น เพื่อประเมินว่าองค์กรนั้น ๆ มีการดำเนินงานด้าน อชป.อะไรบ้าง การทบทวนสถานะเริ่มต้นจะทำให้องค์กรสามารถดำเนินงานตามมอก. 18001 ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ข้อมูลที่ได้จากการทบทวนสถานะเริ่มต้น จะใช้ในการพิจารณากำหนดนโยบายและกระบวนการจัดทำระบบการจัดการ อชป.ต่อไป
2)   แนวทางปฏิบัติ : การทบทวนสถานะเริ่มต้น
2.1)   การทบทวนสถานะเริ่มต้น องค์กรควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้
ก.   ข้อกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ อชป.
องค์กรอาจดำเนินการทบทวนกับข้อกำหนดตามกฎหมาย ดังนี้
•   รวบรวมข้อกำหนดตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ด้าน อชป. ที่องค์กรต้องปฏิบัติตาม
•   ตรวจสอบว่าได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ด้าน อชป.ที่องค์กรต้องปฏิบัติตามอย่างครบถ้วนและถูกต้อง
ข.   ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งจะนำไปใช้ในการจัดการ อชป.
องค์กรอาจดำเนินการทบทวนด้านประสิทธิภาพและประสิทธิผลของทรัพยากรที่มีอยู่โดยพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ เช่น
•   มีทรัพยากรอย่างเพียงพอและสามารถใช้ให้เกิดผลอย่างเต็มที่ โดยควรเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างน้อย
•   บุคลากรมีความรู้ความสามารถในการดำเนินระบบการจัดการ อชป. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้
•   มีการกำหนดแผนงานประจำปีและสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในแผนงานนั้น
2.2)   องค์กรที่มีความประสงค์จะทบทวนสถานะเริ่มต้นของตนให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ควรพิจารณาดำเนินการในเรื่องต่อไปนี้
ก.   แนวทางการดำเนินงานด้าน อชป. ที่มีอยู่ในองค์กร
องค์กรอาจดำเนินการทบทวนกับแนวทางการดำเนินงานด้าน อชป. ที่มีอยู่ในองค์กร ดังนี้
•   ตรวจสอบมาตรการต่าง ๆ ด้าน อชป.ที่มีอยู่ เช่น การใช้สารเคมีที่มีอันตรายน้อยแทนสารเคมีที่มีอันตรายมาก การเตรียมความพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉิน นโยบายด้าน อชป. เป็นต้น
•   ตรวจสอบว่ามาตรการต่าง ๆ มีการจัดทำเป็นเอกสาร ซึ่งรวมถึงเอกสารขั้นตอนการดำเนินงาน เอกสารการปฏิบัติงานหรือคู่มือการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ เป็นต้น
•   ตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ ด้าน อชป. ที่มีอยู่ในองค์กร
ข.   ข้อปฏิบัติและการดำเนินงานที่ดีกว่าซึ่งองค์กรหรือหน่วยงานอื่นได้จัดทำเอาไว้ (best practice) องค์กรอาจทบทวนข้อปฏิบัติและการดำเนินงานที่ดีกว่าซึ่งองค์กรหรือหน่วยงานอื่นได้จัดทำเอาไว้ (best practice) โดยดำเนินการดังนี้
•   หาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ที่เป็นข้อปฏิบัติและดำเนินการด้าน อชป.ที่ดีกว่าซึ่งองค์กรหรือหน่วยงานอื่นได้จัดทำไว้ (best practice) เช่น ข้อมูลจากสถานประกอบการที่ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน เป็นต้น
•   นำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาและปรับใช้ให้เมาะสมกับขนาดและกิจกรรมขององค์กร
2.3)   เทคนิคทั่วไปสำหรับการทบทวนสถานะเริ่มต้น เช่น
•   การสำรวจ เช่น เดินสำรวจ หรือ การสำรวจโดยวิธีการสัมภาษณ์
•   การตรวจตรา เช่น ตรวจตราโดยใช้แบบตรวจ (checklist)
•   การประเมิน เช่น ประเมินข้อมูลที่ได้ทั้งจากภายในและภายนอก
•   การทบทวน เช่น ทบทวนบันทึกหรือรายงานการปฏิบัติงาน
•   การเปรียบเทียบ เช่น เปรียบเทียบการดำเนินงานด้าน อชป.กับองค์กรประเภทเดียวกัน
2.4)   แหล่งสนับสนุนและแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เช่น
•   หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและการให้การอนุญาต
•   ห้องสมุด
•   สถาบันหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม นายจ้าง และลูกจ้าง
•   องค์กรอื่นสำหรับการแลกเปลี่ยนข่าวสาร
4.3   นโยบาย
1)   หลักการ
นโยบายด้าน อชป.เป็นการแสดงถึงเจตจำนงและความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูงสุดขององค์กรที่มีต่อการจัดการ อชป. โดยผู้บริหารระดับสูงสุดเป็นผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งนโยบายควรมีข้อความที่ชัดเจน มีการแสดงถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการนำระบบการจัดการ อชป.ไปใช้ทั่วทั้งองค์กร โดยนโยบายควรมีการสื่อสารไปยังลูกจ้าง และให้ลูกจ้างมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นต่อนโยบาย องค์กรควรมีการทบทวนนโยบายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสถานภาพขององค์กรในขณะนั้น และมีการนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิผล
นโยบาย อชป. ควรคำนึงถึงหัวข้อต่อไปนี้
•   พันธกิจ และวิสัยทัศน์ด้าน อชป.ขององค์กร
•   การดำเนินการตามข้อกำหนดตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่องค์กรต้องปฏิบัติตาม
•   การจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอและเหมาะสม ซึ่งรวมถึง บุคลากร เงินทุน ระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก และเวลา
•   การป้องกันและลดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ หลังจากที่พิจารณาถึงสภาพปัญหาด้าน อชป.ขององค์กร
•   การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
•   การระบุความรับผิดชอบของบุคลากรทุกระดับอย่างกว้าง ๆ
•   เงื่อนไขเฉพาะของหน่วยงาน
2)   แนวทางการปฏิบัติ : นโยบาย
องค์กรควรใช้คำถามเหล่านี้เป็นแนวทางในการพิจารณาจัดทำและทบทวนนโยบายด้าน อชป.ให้มีความเหมาะสมกับลักษณะงาน ความเสี่ยงและความจำเป็นขององค์กร
ก.   เจตจำนงของผู้บริหารต่อระบบการจัดการ อชป.
นโยบายมีการแสดงถึงเจตจำนงต่อการจัดการ อชป.หรือไม่
ข.   เจตจำนงในการดำเนินการให้สอดคล้องตามกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ
•   นโยบายแสดงเจตจำนงในการดำเนินการตามข้อกำหนดของกฎหมาย หรือไม่
•   นโยบายแสดงเจตจำนงในการดำเนินการตามมาตรฐานและ/หรือหลักเกณฑ์อื่น ซึ่งอาจจะไม่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย เช่น ข้อปฏิบัติ (code of practice) ที่เหมาะสมในการควบคุมอันตรายเฉพาะอย่างหรือไม่
ค.   การจัดสรรทรัพยากร
นโยบายด้าน อชป.ระบุถึงการจัดสรรทรัพยากรในเรื่องต่อไปนี้หรือไม่
•   การจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อให้บรรลุนโยบาย
•   ความสามารถในการปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายและการส่งมอบงาน
ง.   การมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น
นโยบายส่งเสริมการมีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็นจากบุคคลดังต่อไปนี้หรือไม่
•   ลูกจ้างและผู้แทนลูกจ้าง
•   ผู้บริหารในสายงาน
•   คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
•   ผู้รับเหมาะและผู้รับเหมาช่วง
นอกจากนี้ควรขอข้อคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องเหล่านี้
•   ผู้ส่งมอบ (suppliers)
•   ลูกค้า
•   ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก
จ.   การปรับปรุงและการป้องกันอันตราย
นโยบายมีการนำเรื่องการปรับปรุงและการป้องกันอันตรายจากข้อบกพร่องที่จะเกิดกับลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องมาปฏิบัติหรือไม่
4.4   การวางแผน
1)   หลักการ
กระบวนการในการวางแผนเป็นขั้นตอนที่สำคัญในระบบการจัดการ อชป.โดยทั่วไปขั้นตอนการวางแผนจะครอบคลุมตั้งแต่การนำผลการทบทวนสถานะเริ่มต้น นโยบายด้าน อชป. และกฎหมายและข้อกำหนดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาชี้บ่งอันตราย การประเมินความเสี่ยง และการเตรียมการจัดการ อชป. โดยครอบคลุมการกำหนดแผนงานและวัตถุประสงค์ด้าน อชป. การวางแผนปฏิบัติการควบคุมความเสี่ยงแผนปฏิบัติการสำหรับการควคุมการปฏิบัติ แผนปฏิบัติการติดตามตรวจสอบและการวัดผลการปฏิบัติการตรวจประเมินและการทบทวนการจัดการ
2)   แนวทางการปฏิบัติ : การวางแผน
องค์กรควรตั้งคณะทำงานที่ประกอบด้วยบุคลากรที่มีประสบการณ์จากหลาย ๆ ด้านในการวางแผนงานและนำแผนงานที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุงระบบ อชป.
•   การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นจากผลการทบทวนสถานะเริ่มต้นและการทบทวนการจัดการ
•   การจัดทำแผนการควบคุมความเสี่ยง
•   การเตรียมความพร้อมสำหรับภาวะฉุกเฉิน
การจัดทำขั้นตอนการวางแผนมีวิธีการดังต่อไปนี้
•   กำหนดวัตถุประสงค์ทั้งหมดและเลือกวัตถุประสงค์หลัก (ที่มีอันดับความสำคัญมากที่สุด)
•   กำหนดวัตถุประสงค์หลักในเชิงปริมาณและกำหนดตัวชี้วัด ซึ่งสามารถวัดความสำเร็จของวัตถุประสงค์หลักและประสิทธิผลของแผนงาน
•   จัดทำแผนงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลักนั้น มีการกำหนดเป้าหมายของแผน เป้าหมายนี้จะใช้เพื่อตรวจว่าแผนงานนั้นมีการนำไปใช้ครบถ้วนหรือไม่
•   นำแผนงานไปใช้
•   วัดผลและทำการทบทวนความครบถ้วนสมบูรณ์ของแผนงานและประสิทธิผลของแผนงานนั้น
ในการดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ข้างต้น ควรพิจารณาทบทวนหลาย ๆ ครั้งก่อนตัดสินเลือกวัตถุประสงค์หลักหรือแผนงานต่อไป
การวางแผน อชป.ควรจัดทำให้ครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ ให้ครบถ้วน โดยเน้นที่การป้องกัน บางองค์กร อาจประสบปัญหาในการวางแผนระบบ อชป. ขั้นตอนการดำเนินงานต่าง ๆ ในหัวข้อนี้สามารถช่วยในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว
4.4.1   การประเมินความเสี่ยง
1)   หลักการ
อันตรายทั้งหมดควรถูกชี้บ่งและได้รับการประเมินเพื่อตัดสินระดับความเสี่ยง และความเสี่ยงนั้นควรถูกควบคุมอย่างเหมาะสม ซึ่งขั้นตอนนี้ควรทำซ้ำเมื่อมีการปรับปรุงหรือมีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตหรือกระบวนการทำงาน สถานที่ทำงาน สารเคมี เครื่องจักร วิธีการควบคุม รวมทั้งความรู้เกี่ยวกับอันตรายใหม่ และกฎหมายที่มีการเปลี่ยนแปลง
วัตถุประสงค์หลักของการประเมินความเสี่ยงก็เพื่อตัดสินใจว่าแผนงานหรือการควบคุมที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ โดยมีเจตนารมณ์ให้ความเสี่ยงต้องถูกควบคุมก่อนที่อันตรายจะเกิดขึ้น ทั้งนี้กฎหมายได้กำหนดให้องค์กรบางประเภทต้องประเมินความเสี่ยงด้าน อชป.ด้วย
องค์กรควรตระหนักว่า การประเมินความเสี่ยงเป็นรากฐานที่สำคัญของการจัดการ อชป.เชิงรุก ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ การประเมินความเสี่ยงมีพื้นฐานอยู่ที่การเปิดโอกาสให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติตกลงร่วมกันถึงขั้นตอนการดำเนินงาน อชป.ในหลักการต่อไปนี้
•   มีพื้นฐานในการรับรู้เกี่ยวกับอันตรายและความเสี่ยงขององค์กรร่วมกัน
•   มีความจำเป็นและสามารถนำไปปฏิบัติได้
•   จะเกิดผลสำเร็จในการป้องกันอันตรายได้
การประเมินความเสี่ยงประกอบด้วย 3 ขั้นตอนพื้นฐาน คือ
•   ชี้บ่งอันตรายต่าง ๆ
•   ประมาณระดับความเสี่ยงของอันตรายแต่ละอย่าง
•   ตัดสินว่าความเสี่ยงนั้นยอมรับได้หรือไม่
2)   แนวทางการปฏิบัติ : การประเมินความเสี่ยง
เพื่อให้การประเมินความเสี่ยงมีผลในทางปฏิบัติ องค์กรควรดำเนินการดังต่อไปนี้
•   แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการประเมินความเสี่ยง
•   ปรึกษาและพิจารณาร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อทำการวางแผน พร้อมกับขอความคิดเห็นและให้การยอมรับที่จะปฏิบัติ
•   กำหนดความต้องการของการฝึกอบรมการประเมินความเสี่ยงให้กับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้ประเมิน แล้วจัดให้มีโครงการฝึกอบรมตามความเหมาะสม
•   ทบทวนความเพียงพอของการประเมิน โดยให้แน่ใจว่าการประเมินความเสี่ยงนั้นมีรายละเอียดมากพอ ถูกต้องรัดกุมและเหมะสม
•   จัดทำเอกสารแจกแจงรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการจัดการ และเนื้อหาสาระสำคัญที่พบและได้รับจากการประเมิน
โดยทั่วไปวิธีการประเมินอย่างง่าย ๆ มีความเหมาะสมเพียงพอแล้ว โดยไม่มีความจะเป็นต้องคำนวณความเสี่ยงในกิจกรรมออกมาเป็นค่าตัวเลขที่เจาะจง แต่ถ้าองค์กรที่ก่ออุบัติภัยร้ายแรงหรือเป็นองค์กรที่มีอันตรายที่อาจจะก่อให้เกิดผลระดับร้ายแรง องค์กรควรใช้การประเมินความเสี่ยงเชิงปริมาณ การประเมินความเสี่ยงในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีและวัตถุอันตรายหรือพลังงานที่มีอันตรายต่าง ๆ ควรจัดให้มีการตรวจวัดค่าด้วย ตัวอย่างเช่น การวัดค่าความเข้มข้นของฝุ่นในบรรยากาศในการทำงาน ระดับความดังของเสียงที่ลูกจ้างได้รับหรือความเข้มข้นของกัมมันตภาพรังสี เป็นต้น
4.4.1.1   การชี้บ่งอันตราย
1)   หลักการ
การชี้บ่งอันตรายเป็นกระบวนการของการค้นหาสิ่งหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยจากการทำงาน ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานหรอต่อสาธารณชน หรือสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รวมกันโดยพิจารณาให้ครอบคลุมทุกกิจกรรมและทุกพื้นที่ ดังนี้
•   ประเภทของการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นได้
•   สิ่งหรือสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยจากการทำงาน ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือต่อสาธารณชน หรือสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รวมกัน
•   วิธีการทำงานที่องค์กรจัดทำขึ้น
2)   แนวทางการปฏิบัติ : การชี้บ่งอันตราย
เครื่องมือที่ใช้เพื่อช่วยในการชี้บ่งอันตราย
•   การขอคำปรึกษา
บุคคลที่มีประสบการณ์ในงานซึ่งสามารถชี้บ่งประเด็นปัญหาที่เชื่อว่ามีอันตรายและมีสภาวะที่อาจก่อให้เกิดอุบัติการณ์ได้
•   การตรวจตรา
•   การตรวจตราสภาพและสิ่งแวดล้อมในการทำงาน
•   การศึกษาข้อมูลจากบันทึก
บันทึกต่าง ๆ และรายงานการสอบสวนอุบัติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย
•   การใช้ข้อมูล/คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
การชี้บ่งอันตรายบางอย่างจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ การทำการวิจัยและข้อมูลที่ชัดเจนเช่น ข้อมูลเคมีภัณฑ์เพื่อความปลอดภัย (Material Safety Data Sheet) และรายละเอียดข้อแนะนำหรือข้อห้ามในคู่มืออุปกรณ์ของผู้ผลิต
•   การวิเคราะห์งาน
โดยการจำแนกงานออกเป็นแต่ละขั้นตอนเพื่อชี้บ่งอันตรายที่เกี่ยวข้องกับงานได้
-   การวิเคราะห์อันตรายในภาวะปกติ
-   การวิเคราะห์อันตรายในภาวะที่ไม่ปกติ
4.4.1.2   การประมาณระดับความเสี่ยง
1)   หลักการ
ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายควรพิจารณาจากการประมาณค่าความรุนแรงของผลที่ตามมาจากอันตรายและโอกาสของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
องค์กรควรเป็นผู้กำหนดและจัดทำเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินค่าความรุนแรงของผลที่ตามมาของการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วย หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือต่อสาธารณะ หรือสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้รวมกัน และในการพิจารณาโอกาสของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น องค์กรควรทำการค้นหาโอกาสที่จะเกิดอันตรายโดยพิจารณาความเหมาะสมของมาตรการควบคุมที่ใช้ปฏิบัติอยู่ ข้อกำหนดตามกฎหมายและข้อปฏิบัติเพื่อความปลอดภัย การประมาณความเสี่ยงควรจะคำนึงถึงทุกคนที่มีโอกาสที่จะได้รับอันตราย ดังนั้นอันตรายใด ๆ จะทวีความรุนแรงขึ้นถ้าเกิดกับกลุ่มคนจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตามความเสี่ยงสูงหรือความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้บางอย่างอาจจะเกี่ยวข้องกับงานที่ลูกจ้างปฏิบัติเพียงคนเดียวหรือมีการปฏิบัตินาน ๆ ครั้ง
2)   แนวทางการปฏิบัติ : การประมาณระดับความเสี่ยง
องค์กรอาจดำเนินการประมาณระดับความเสี่ยงโดยพิจารณาจากการประมาณค่าความรุนแรงและโอกาสของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากแนวทางดังต่อไปนี้
ก.   การประมาณค่าความรุนแรง
ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับจากกิจกรรมการทำงานเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดที่ควรนำไปใช้ในการประเมินความเสี่ยง เมื่อต้องการประเมินค่าความรุนแรงของผลที่ตามมาของการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วย โดยพิจารณาจากสิ่งต่าง ๆ คือ
•   ส่วนของร่างกายที่ได้รับผลกระทบ
•   ลักษณะของการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วย โดยเรียงลำดับจากน้อยไปหามาก
-   การบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยขั้นปฐมพยาบาล
-   การบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยแต่ไม่สูญเสียอวัยวะหรือพิการหรือทุพพลภาพ
-   การบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยร้ายแรงหรือมีการสูญเสียอวัยวะหรือพิการหรือทุพพลภาพหรือเสียชีวิต
ในการพิจารณาระดับความสูญเสียที่ตามมาของความเสียหายต่อทรัพย์สินหรือต่อสภาพแวดล้อมในการทำงานหรือต่อสาธารณะ ควรคำนึงถึงความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมกัน ในการประเมินค่าความรุนแรงดังกล่าว ควรพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ดังตัวอย่างเช่น
•   จำนวนเงินและค่าสวัสดิการต่าง ๆ ที่จ่ายให้กับผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
•   เวลาในการทำงาน
•   ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอาคารสถานที่ เครื่องมือเครื่องจักร และอุปกรณ์ ที่ได้รับความเสียหาย และค่าใช้จ่ายทั่วไปที่ต้องเสียแม้จะหยุดทำงานในกรณีเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
•   วัตถุดิบหรือผลผลิตที่ได้รับความเสียหาย และความเสียหายในการผลิตเนื่องจากกระบวนการผลิตขัดข้องหรือต้องหยุดชะงัก
•   ชื่อเสียง ภาพลักษณ์ และผลประโยชน์ทางการค้า
•   ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
ข.   การประมาณโอกาสของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
ประเด็นที่ใช้ในการพิจารณาโอกาสของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น
•   จำนวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง
•   ความถี่และช่วงระยะเวลาที่สัมผัสอันตราย
•   ความล้มเหลวของระบบสาธารณูปโภคหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ เช่น ไฟฟ้าและประปา
•   ความล้มเหลวของส่วนประกอบของอาคารสถานที่ ส่วนประกอบของเครื่องจักรและอุปกรณ์ความปลอดภัยอื่น ๆ
•   การสัมผัสกับสิ่งที่มีอันตราย
•   การจัดให้มีอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตามลักษณะงาน และอัตราการใช้อุปกรณ์เหล่านั้น
•   การกระทำที่ไม่ปลอดภัยหรือการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่กำหนดซึ่งเกิดจากความไม่ตั้งใจ หรือการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบคำสั่งหรือมาตรการความปลอดภัย เช่น
-   ไม่ทราบว่าอะไรเป็นสิ่งที่มีอันตราย
-   ขาดความรู้ ทักษะในการทำงาน
-   ลักษณะของร่างกายไม่เหมาะสมกับงาน
-   ประมาณค่าความเสี่ยงต่ำกว่าความเป็นจริง
-   ประมาณความสำคัญและประโยชน์ของมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานที่กำหนดไว้ต่ำเกินไป
ผลที่ตามมาของเหตุการณ์ดังกล่าวที่ไม่ได้มีการวางแผนมีความสำคัญอย่างยิ่งซึ่งจะต้องมีการนำมาพิจารณา
   หลังจากมีการพิจารณาการประมาณโอกาสและค่าความรุนแรงของความเสียหายแล้วนำผลของการประมาณโอกาสและค่าความรุนแรงมากำหนดค่าความเสี่ยงว่าอยู่ในระดับใด ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับความเสี่ยงเล็กน้อย ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ระดับความเสี่ยงปานกลาง ระดับความเสี่ยงสูง และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ และดำเนินการควบคุมความเสี่ยงให้เหมาะสมกับระดับของความเสี่ยงนั้น ในกรณีที่ค่าความเสี่ยงอยู่ในระดับเล็กน้อย องค์กรอาจไม่ต้องดำเนินการใดเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ (ดูภาคผนวก ก ตารางที่ ก.1 และตารางที่ ก.2)
4.4.1.3   การควบคุมความเสี่ยง
1)   หลักการ
องค์กรควรวางแผนการจัดการและควบคุมกิจกรรม ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ก่อหรืออาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง
การวางแผนนี้สามารถบรรลุผลได้โดยการจัดทำเอกสาร การนำนโยบายและมาตรฐานสำหรับการออกแบบสถานที่ทำงานและวัสดุไปปฏิบัติ ซึ่งรวมทั้งขั้นตอนการดำเนินงานและวิธีการปฏิบัติงาน เพื่อจัดการและควบคุมแต่ละกิจกรรม ผลิตภัณฑ์ และบริการ
เพื่อให้แน่ใจว่าการควบคุมมีประสิทธิผล องค์กรควรนำระบบการติดตามตรวจสอบและการตรวจสอบที่เหมาะสมมาปฏิบัติตามความจำเป็น องค์กรอาจนำวิธีการเหล่านี้มาใช้ร่วมกับการปฏิบัติงาน เช่น
ก.   การตรวจสอบด้วยตนเอง
ผู้ปฏิบัติงานควรตรวจสอบจุดที่พบว่ามีความเสี่ยงในกระบวนการทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้งานอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน และพื้นที่การทำงานมีการจัดวางที่เรียบร้อย เหมาะสมกับการทำงาน
ข.   การตรวจตราและการตรวจสอบ
หัวหน้างานของผู้ปฏิบัติงานหรือหัวหน้าทีมควรแน่ใจว่าผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตามนโยบาย อชป.ขององค์กร ขั้นตอนการดำเนินงาน วิธีการดำเนินงาน และแน่ใจว่าสภาพแวดล้อมในการทำงานของผู้ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยและถูกสุขลักษณะตามนโยบาย อชป. ขององค์กร รวมทั้งควรมีการทวนสอบการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมาย
ค.   การตรวจตราจากหน่วยงานอิสระ
กระบวนการตรวจตรานี้ควรทำอย่างเป็นทางการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แน่ใจว่าได้มีการปฏิบัติตามนโยบาย อชป. ขั้นตอนการดำเนินงาน และวิธีการดำเนินงานขององค์กร รวมทั้งมีการจัดสรรทรัพยากรอย่างเพียงพอ และเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในการทำงานของทุกพื้นที่ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานด้าน อชป. และควรมีการตรวจตรากระบวนการผลิต/ทำงานที่มีอยู่เพื่อชี้บ่งและควบคุมความเสี่ยงใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนลูกจ้างขององค์กรจะเริ่มทำงาน
2)   แนวทางการปฏิบัติ : การควบคุมความเสี่ยง
การควบคุมความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การควบคุมอันตรายที่แหล่งกำเนิด ซึ่งควรดำเนินการเป็นลำดับแรก แต่หากไม่สามารถปฏิบัติได้หรือยังมีความเสี่ยงอยู่ควรพิจารณากำหนดมาตรการควบคุมที่ทางผ่านระหว่างแหล่งกำเนิดอันตรายกับผู้ปฏิบัติงาน แล้วจึงพิจารณามาตรการควบคุมที่ผู้ปฏิบัติงาน
ในการกำหนดมาตรการควบคุม ควรพิจารณาเลือกประเด็นต่าง ๆ ต่อไปนี้อย่างถี่ถ้วน
•   ขจัดอันตรายหลายประเภทไปพร้อม ๆ กัน หรือขจัดอันตรายที่แหล่งกำเนิด เช่น การใช้สารเคมีที่ปลอดภัยแทนสารเคมีอันตรายที่ใช้อยู่ หรือการควบคุมเสี่ยงที่เครื่องจักร
•   ลดความเสี่ยง เช่น การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีแรงดันไฟฟ้าต่ำ หรือเปลี่ยนการใช้สารเคมีที่มีประสิทธิผลพอ ๆ กันแต่อันตรายน้อยกว่า เป็นต้น
•   ถ้าเป็นไปได้ให้ปรับงานให้เหมาะสมกับคนโดยคำนึงถึงความสามารถทางร่างกายและจิตใจของผู้ปฏิบัติงานแต่ละคน
•   พิจารณาเลือกเทคนิควิชาการที่ก้าวหน้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการปรับปรุงการควบคุมอันตราย
•   พิจารณาเลือกมาตรการป้องกันที่สามารถคุ้มครองได้ทุก ๆ คน
•   ผสมผสานเทคนิคการควบคุมอันตรายกับวิธีการควบคุมการปฏิบัติงาน
•   กำหนดแผนการบำรุงรักษา เช่น การบำรุงรักษาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายของเครื่องจักร
•   ถ้าไม่สามารถควบคุมที่แหล่งกำเนิดหรือทางผ่านของอันตรายได้ ก็ให้เลือกใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
•   กำหนดมาตรการการเตรียมควา
" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "

ออฟไลน์ winai.d

  • Administrator
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 5268
  • มิตรภาพคือการเริ่มต้น มาร่วมแชร์ความรู้กัน
    • ดูรายละเอียด
Re: OHSAS 18001 : 2007
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: สิงหาคม 15, 2011, 07:50:34 PM »
การประเมินความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิผล องค์กรควรจะดำเนินตามเกณฑ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1)   จำแนกประเภทของกิจกรรมของงาน
จัดเตรียมรายการภารกิจของกิจกรรมให้ครอบคลุมสถานที่ทำงาน เครื่องจักรอุปกรณ์โรงงาน บุคลากรและขั้นตอนการดำเนินงาน รวมทั้งทำการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าว
2)   ชี้บ่งอันตราย
ชี้บ่งอันตรายที่เห็นเด่นชัดทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับแต่ละภารกิจกิจกรรมของงานพิจารณาว่าใครอาจจะได้รับอันตรายและจะได้รับอันตรายนั้นอย่างไร
3)   กำหนดค่าความเสี่ยง
ประมาณค่าความเสี่ยงจากอันตรายแต่ละอย่างแบบจิตวิสัย (subjective) โดย สมมุติว่ามีการควบคุมตามแผนหรือตามขั้นตอนการดำเนินงานที่มีอยู่ ผู้ประเมินควรพิจารณาประสิทธิผลของการควบคุมและผลที่ตามมาจากการล้มเหลวของการควบคุม
4)   ตัดสินว่าความเสี่ยงยอมรับได้หรือไม่
ตัดสินว่าการระวังป้องกันด้าน อชป.ที่วางแผนไว้หรือที่มีอยู่ เพียงพอที่จะจัดการอันตรายให้อยู่ภายใต้การควบคุม และเป็นไปตามข้อกำหนดตามกฎหมาย
5)   เตรียมแผนการปฏิบัติควบคุมความเสี่ยง (ถ้าจำเป็น)
เตรียมแผนงานให้สอดคล้องกับเรื่องต่าง ๆ ที่พบจากการประเมินหรือเรื่องที่ต้องการความเอาใจใส่เป็นพิเศษ องค์กรควรแน่ใจว่าการควบคุมที่จัดทำใหม่และที่มีอยู่มีการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิผล
6)   ทบทวนความเหมาะสมของแผนการปฏิบัติ
ประเมินความเสี่ยงใหม่อีกครั้งโดยมีฐานอยู่ที่การควบคุมที่ได้มีการปรับปรุงแล้วและตรวจสอบว่าความเสี่ยงนี้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้
   หมายเหตุ คำว่า “ยอมรับได้” หมายถึง ความเสี่ยงที่ถูกลดลงจนอยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่สามารถปฏิบัติได้อย่างสมเหตุสมผล
ก.2.2  จำแนกประเภทของกิจกรรมของงาน




ขั้นตอนเริ่มต้นที่จำเป็นของการประเมินความเสี่ยง คือการทำรายการกิจกรรมเพื่อแบ่งกลุ่มกิจกรรมนั้นอย่างมีเหตุผลและสามารถจัดการได้ รวมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับกิจกรรมนั้น ๆ การเก็บรวบรวมข้อมูลบางอย่างมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ตัวอย่างเช่น งานการซ่อมบำรุงรักษาที่ไม่เป็นลักษณะงานประจำ งานการผลิตทั้งที่เป็นครั้งคราวหรือเป็นประจำวัน เป็นต้น แนวทางการแบ่งแยกประเภทกิจกรรมควรพิจารณารวมถึงสิ่งต่อไปนี้
•   ลักษณะของสถานที่ที่ปฏิบัติงานภายในหรือภายนอกสถานที่ทำงาน
•   ลำดับขั้นตอนในกระบวนการผลิต หรือเงื่อนไขในการให้บริการ
•   กิจกรรมที่เป็นไปตามแผนงานปกติและไม่เป็นไปตามแผนงานปกติ
•   ภารกิจที่ได้กำหนดไว้ให้แต่ละคนหรือหน่วยงาน เช่น งานขับรถ งานทา/พ่นสี เป็นต้น
ก.2.3 ข้อมูลที่ต้องการที่เกี่ยวกับกิจกรรมของงาน
ข้อมูลที่ต้องการในแต่ละกิจกรรมควรครอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้
•   ระยะเวลาและความถี่ของงานทั้งหมดที่ปฏิบัติ
•   สถานที่แต่ละแห่งที่มีการปฏิบัติงาน
•   ผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติงานทั้งในเวลาปกติหรือปฏิบัติเป็นครั้งคราว
•   บุคคลอื่นที่อาจจะได้รับผลกระทบจากงาน เช่น ผู้มาติดต่อ ผู้รับจ้างเหมาช่วง สาธารณชน เป็นต้น
•   การฝึกอบรมเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่ลูกจ้างได้รับมอบหมาย
•   ระบบเอกสารที่ใช้ในการทำงานและ/หรือขั้นตอนการอนุญาตให้ทำงานตามที่กำหนดไว้
•   อาคารสถานที่โรงงานและเครื่องจักรอุปกรณ์ที่มีการใช้งาน
•   เครื่องมือกลผ่อนแรงที่มีการใช้งาน
•   คู่มือการใช้งานและการบำรุงรักษาตามคำแนะนำของผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายเพื่อใช้กับอาคารสถานที่ โรงงานเครื่องจักรอุปกรณ์และเครื่องมือกล
•   ขนาด รูปร่าง ลักษณะพื้นผิวและน้ำหนักของวัตถุที่ทำการเคลื่อนย้าย
•   ระยะทางและความสูงที่ทำการยกหรือเคลื่อนย้ายวัตถุด้วยแรงคน
•   สิ่งสนับสนุนการทำงาน เช่น การบริการเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ไอน้ำ ลม ก๊าซ เป็นต้น
•   สารเคมีหรือวัตถุที่ใช้หรือที่เกี่ยวข้องในการทำงาน
•   ลักษณะทางกายภาพของสารที่ใช้หรือที่เกี่ยวข้อง เช่น ควัน ก๊าซ ไอ ของเหลว ฝุ่น/ผง ของแข็ง เป็นต้น
•   เอกสารแสดงข้อมูลเคมีภัณฑ์เพื่อความปลอดภัยรวมถึงข้อแนะนำวิธีการป้องกันแก้ไข
•   ข้อกำหนดตามกฎหมาย ข้อบังคับและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับงานที่ปฏิบัติ อาคารสถานที่โรงงานและเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ และวัตถุหรือสิ่งของที่ใช้หรือที่เกี่ยวข้อง
•   มาตรการควบคุมที่ควรจะมี
•   ข้อมูลเชิงรับที่ได้จากการติดตามตรวจสอบกล่าวคือ เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ อุบัติเหตุ ความเจ็บป่วยจากการทำงานรวมถึงผลในการใช้อุปกรณ์เครื่องมือ วัตถุหรือสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งผลของข้อมูลที่ได้มาเหล่านี้ มาจากทั้งภายในและภายนอกองค์กร
•   สิ่งที่พบจากการประเมินความเสี่ยงที่มีอยู่ซึ่งสัมพันธ์กับกิจกรรมของงาน
ก.3   การวิเคราะห์ความเสี่ยง
ก.3.1  การชี้บ่งอันตราย
ก.3.1.1  ทั่วไป
จำแนกประเภทของกิจกรรมของงาน

การชี้บ่งอันตรายควรพิจารณาจากคำถาม 3 ข้อ
•   มีแหล่งที่ทำให้เกิดอันตรายหรือไม่
•   ใคร หรืออะไร ที่จะได้รับอันตราย
•   อันตรายจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
อันตรายที่พิจารณาตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วพบว่ามีศักยภาพที่ไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือความเจ็บป่วยหรือความเสียหาย ไม่จำเป็นต้องนำมาพิจารณาหรือบันทึกลงในเอกสารต่อไป
ก.3.1.2  การแบ่งประเภทของแหล่งที่ทำให้เกิดอันตราย
เพื่อช่วยในการชี้บ่งอันตราย ควรแบ่งประเภทของแหล่งที่ทำให้เกิดอันตรายในลักษณะต่าง ๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
•   เครื่องจักรกล
•   ไฟฟ้า
•   รังสี
•   สารเคมีหรือวัตถุ
•   อัคคีภัยและการระเบิด
ก.3.1.3  บัญชีรายการอันตราย
แนวทางในการพิจารณาอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น อาจทำโดยการตั้งคำถามจากบัญชีรายการอันตราย เช่น
ในระหว่างการปฏิบัติงาน อาจมีลักษณะอันตรายเหล่านี้เกิดขึ้นได้หรือไม่
•   การลื่น หกล้มบนพื้น
•   การตกจากที่สูง
•   การตกหล่นของเครื่องมือ วัตถุ และอื่น ๆ จากที่สูง
•   พื้นที่ทำงานเหนือหรือบริเวณรอบ ๆ ศีรษะไม่เพียงพอ
•   อันตรายที่เกิดจากการยกของด้วยแรงคน การใช้เครื่องมือ วัตถุอุปกรณ์และอื่น ๆ
•   อันตรายจากอาคารสถานที่ และเครื่องจักรอุปกรณ์ขณะทำการประกอบ การทดสอบ การปฏิบัติงาน การบำรุงรักษา การปรับเปลี่ยน การซ่อมแซมและการรื้อถอนเคลื่อนย้าย
•   อันตรายจากยานพาหนะ ทั้งในการขนส่งภายในและภายนอกหน่วยงาน
•   การเกิดอัคคีภัยและการระเบิด
•   ความรุนแรง (violence) ที่เกิดขึ้นกับลูกจ้าง
•   สารเคมีหรือวัตถุที่อาจเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ
•   สารเคมีหรือวัตถุ ที่อาจทำอันตรายต่อนัยน์ตา
•   สารเคมีหรือวัตถุ ที่อาจจะทำให้เกิดอันตรายเมื่อมีการสัมผัส หรืออาจจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนัง
•   สารเคมีหรือวัตถุ ที่อาจจะทำให้เกิดอันตรายจากการกลืนกินเข้าไป
•   พลังงานที่เป็นอันตราย เช่น ไฟฟ้า รังสี เสียง ความสั่นสะเทือน
•   ความผิดปกติของมือและแขนเป็นผลเกี่ยวเนื่องจากการทำงานซ้ำ ๆ กัน
•   อุณหภูมิของสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น ร้อนเกินไป
•   สภาพแสงสว่างไม่เหมาะสม
•   พื้นลื่น หรือพื้นไม่ได้ระดับ ทำให้ลื่นหรือสะดุดหกล้ม
•   ราวกันตกหรือราวบันไดไม่เหมาะสม
•   การปฏิบัติงานของผู้รับเหมา
รายการที่แสดงไว้ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง องค์กรควรที่จะจัดทำบัญชีรายการอันตราย โดยการพิจารณาปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมตามลักษณะของงานและสถานที่ที่ทำงานขององค์กร
ก.3.2  การกำหนดค่าความเสี่ยง
ก.3.2.1  ทั่วไป

จำแนกประเภทของกิจกรรมของงาน

ชี้บ่งอันตราย



ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายควรพิจารณาจากการประมาณค่าความรุนแรงของผลที่ตามมาจากอันตรายและโอกาสของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น (ดูข้อ 4.4.1.2)
ก.4  การประเมินค่าความเสี่ยงโดยการตัดสินว่ายอมรับได้หรือไม่
ก.4.1  การตัดสินว่าเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่

จำแนกประเภทของกิจกรรมของงาน

ชี้บ่งอันตราย

กำหนดค่าความเสี่ยง



ตารางที่ ก.1 แสดงวิธีการประมาณระดับความเสี่ยงอย่างง่าย ๆ เพื่อตัดสินว่าความเสี่ยงนี้ยอมรับได้หรือไม่ ความเสี่ยงจะมีการพิจารณาจากการประมาณโอกาสที่จะเกิดและระดับความรุนแรงของอันตราย บางองค์กรอาจต้องการพัฒนาวิธีการที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น แต่วิธีการประมาณความเสี่ยงตามวิธีนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สมเหตุผล การอธิบายความเสี่ยงนั้นอาจใช้ตัวเลขแทนคำว่า “ความเสี่ยงเล็กน้อย” “ความเสี่ยงปานกลาง” “ความเสี่ยงสูง” และอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การใช้ตัวเลขไม่ได้บอกถึงความละเอียดของความถูกต้องมากกว่าการประมาณค่าความเสี่ยงที่ได้อธิบายนี้



ตารางที่ ก.1 การประมาณระดับความเสี่ยง
(ข้อ ก.4.1 และข้อ ก.4.2)

โอกาสที่จะเกิด   ระดับความรุนแรงของอันตราย
   อันตรายเล็กน้อย   อันตรายปานกลาง   อันรายร้ายแรง
ไม่น่าจะเกิด   ความเสี่ยงเล็กน้อย   ความเสี่ยงที่ยอมรับได้   ความเสี่ยงปานกลาง
เกิดขึ้นได้น้อย   ความเสี่ยงที่ยอมรับได้   ความเสี่ยงปานกลาง   ความเสี่ยงสูง
เกิดขึ้นได้มาก   ความเสี่ยงปานกลาง   ความเสี่ยงสูง   ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้

ก.4.2  การเตรียมแผนปฏิบัติการควบคุมความเสี่ยง

จำแนกประเภทของกิจกรรมของงาน

ชี้บ่งอันตราย

กำหนดค่าความเสี่ยง

ตัดสินว่าเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่



การแบ่งระดับความเสี่ยงที่แสดงในตารางที่ ก.1 ใช้เป็นพื้นฐานในการตัดสินการประมาณความเสี่ยงอย่างง่าย ๆ ตารางที่ ก.2 เป็นแผนการควบคุมตามระดับความเสี่ยงซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวทางการปฏิบัติในการควบคุมความเสี่ยงระดับต่าง ๆ และเงื่อนไขเวลาในการดำเนินการ
ผลที่ได้จากการประเมินความเสี่ยงควรมีการจัดทำเป็นบัญชีรายการปฏิบัติการที่มีการจัดลำดับความสำคัญเพื่อใช้ในการจัดทำ คงไว้และปรับปรุงวิธีการควบคุม สำหรับขั้นตอนการวางแผนเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงภายหลังการประเมินความเสี่ยงมีอธิบายไว้ในข้อ 4.4










ตารางที่ ก.2 แผนการควบคุมตามระดับความเสี่ยงอย่างง่าย ๆ
(ข้อ ก.4.2)

ระดับความเสี่ยง   แนวทางการปฏิบัติและเงื่อนไขเวลา
เล็กน้อย   ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ เพิ่มเติม
ที่ยอมรับได้   ไม่ต้องมีการควบคุมเพิ่มเติม การพิจารณามาตรการควบคุมเพิ่มเติมอาจจะทำเมื่อเห็นว่าสามารถลดความสูญเสียให้กับองค์กรได้ การติดตามตรวจสอบยังคงต้องทำเพื่อให้แน่ใจว่าการควบคุมยังคงมีอยู่และใช้ได้ผล
ปานกลาง   จะต้องใช้ความพยายามที่จะลดความเสี่ยงลง แต่ค่าใช้จ่ายของการป้องกันควรจะมีการจำกัด และมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ การดำเนินการจัดหามาตรการเพื่อลดความเสี่ยงลงจะต้องอยู่ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้
เมื่อความเสี่ยงระดับปานกลางมีความสัมพันธ์กับอันตรายร้ายแรงควรทำการประเมินเพิ่มเติมด้วยเทคนิคการประเมินความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อหาค่าของโอกาสที่จะเกิดอันตรายหรือความเป็นไปได้ที่จะเกิดอันตรายให้แน่นอนหรือแม่นยำขึ้นเพื่อเป็นหลักในการตัดสิน
ความจำเป็นในการปรับปรุงแก้ไขมาตรการควบคุมต่อไป
สูง   ต้องลดความเสี่ยงลงก่อนจึงเริ่มทำงานได้ ต้องจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสมและเพียงพอเพื่อลดความเสี่ยงนั้น ถ้าความเสี่ยงเกิดขึ้นในกระบวนการผลิตหรือระหว่างการปฏิบัติงานจะต้องมีการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ที่ยอมรับไม่ได้   งานจะเริ่มหรือทำต่อไปไม่ได้จนกว่าจะลดความเสี่ยงลง ถ้าไม่สามารถลดความเสี่ยงลงได้ ถึงแม้จะใช้ทรัพยากรอย่างไม่จำกัดหรืออย่างเต็มที่แล้วก็ตามต้องห้ามทำงานต่อไปอย่างเด็ดขาด
หมายเหตุ     แนวทางการปฏิบัติตามแผนการควบคุมความเสี่ยงทุกระดับข้างต้นอย่างน้อยต้องมีการดำเนินการตามข้อกำหนดของกฎหมาย
   ก.4.3 ทบทวนความเหมาะสมของแผนปฏิบัติการ

จำแนกประเภทของกิจกรรมของงาน

ชี้บ่งอันตราย

กำหนดค่าความเสี่ยง

ตัดสินว่าเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่

เตรียมแผนการปฏิบัติควบคุมความเสี่ยง





ควรทบทวนแผนปฏิบัติการก่อนนำไปใช้ โดยการตั้งคำถามต่อไปนี้
•   การควบคุมที่ปรับปรุงใหม่นี้ทำให้ระดับความเสี่ยงลดลงจนยอมรับได้หรือไม่
•   ผลจากการปรับปรุงก่อให้เกิดอันตรายขึ้นใหม่หรือไม่
•   ได้เลือกวิธีการแก้ปัญหาที่คุ้มค่าหรือไม่
•   มาตรการควบคุมที่ใช้นั้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน หรือกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบหรือไม่
•   มาตรการการควบคุมที่ปรับปรุงใหม่นี้จะสามารถนำไปใช้ได้หรือไม่ และมาตรการดังกล่าวจะไม่ถูกละเลยเมื่อเผชิญภาวะต่าง ๆ เช่น ความกดดันเร่งด่วนให้งานเสร็จไว ๆ เป็นต้น ได้หรือไม่
ก.4.4 สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและการจัดทำการประเมินความเสี่ยงใหม่
การประเมินความเสี่ยงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอาจทำให้อันตรายและความเสี่ยงเปลี่ยนไปด้วย ดังนั้นจึงควรมีการทบทวนการประเมินความเสี่ยงใหม่และทบทวนมาตรการควบคุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีการแก้ไขให้เหมาะสมตามความจำเป็น

 
" ความรู้มีไว้เผยแพร่ ให้กับผู้อื่น  เพื่อให้เกิดการแบ่งปันซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์กับทุกคน
     ความรู้นั้นสำคัญ ที่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ การนำความรู้มาแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น

    รับอบรม เผยแพร่ความรู้.,ด้านการสร้างจิตสำนึก ...ความตระหนัก...ด้านความปลอดภัย
       JSA ,KYT ,BBS และ  5 ส เพื่อเพิ่มผลผลิต และเทคนิคทำมาตรฐาน 5 ส
                  " อุบัติเหตุ  เป็น  ศูนย์ "